มันฟังๆแล้วมันก็น่ากลัวอยู่ไม่น้อยนะคะ
 
 
...ตอนเด็กๆ เป็นเด็กบ้านนอก ก็เลยไม่ได้เรียนโรงเรียนมีชื่อในกรุงเทพฯ
 
ก็เลยต้องมีการอยู่ใกล้ชิดกับโกดังเก็บศพของวัด
 
ที่อยู่บริเวณเดียวกับโรงเรียนไปโดยปริยาย
 
ทั้งๆที่ก็ไม่ได้อยากอยู่ใกล้ๆเล้ยยยย ให้ตายซิคะFrown
 
 
ตอนเรียนอยู่ประถมต้น -ประถมปลาย ก็เรียนอยู่โรงเรียนเดียวนี่แหละค่ะ 

แถมร.ร นั้นก็สร้างแค่ห้องน้ำเด็กเล็ก และครูไว้แค่ 2ห้อง

ฉะนั้นเด็กโตก็จะต้องเดินไปใช้ห้องน้ำของวัดที่ไกลกว่า..ไกลแบบ
 
ต้องเดินไปตามสะพานไม้ที่ทอดยาวๆ ไปเกินกว่า ๕๐เมตร 
 
แต่..๕๐ เมตรของเด็กๆน่ะ มันไม่ได้ใกล้เลย
 
และมันก็ไกลพอควรที่จะชวนให้ฉี่แตกก่อนที่จะไปถึงห้องน้ำแล้วแหละค่ะ
 
 
 
กว่าจะชวนเพื่อนผู้หญิงให้มาเป็นเพื่อนกันได้ มันไม่ง่ายเลย
 
นี่ไม่รักกันจริง ก็ไม่่อยากมานะเนี่ย 
 
ก็เพราะต้องยืนว้าเหว่อยู่หน้าห้องน้ำเพียงลำพัง 
 
แถมสถาปัตยกรรมคอนโดสีขาวๆที่ชวนให้ขนหัวลุก
 
ที่เรียกว่า ..ว่า....โกดังเก็บศพ
 
มันก็ตั้งอยู่ถัดไปจากห้องน้ำด้วยซิคะ เหอะๆ
 
แบบว่า... ไปห้องน้ำเมื่อใด ก็ได้เห็นเมื่อนั้นแหละค่ะ
 
จะได้เห็นแน่ๆ ไม่ต้องแช่แป้งให้ลำบากเลย
 
คนในห้องน้ำก็กลัว คนนอกห้องน้ำก็ยิ่งกลัว ๕๕๕๕ 
 
 
อะไรก็ไม่อะไร ระหว่างทางเดินก็มีการเอาโลงศพเล็กๆที่ไม่ได้ใช้แล้ว
 
ที่น่าจะเป็นของเด็กมาวางเอาไว้ข้างทางเดินอีกต่างหาก

ไม่เข้าใจว่า พระท่านหรือสัปปะเหร่อท่านคิดยังไงกัน
 
พวกท่านไม่กลัว แต่พวกเราเด็กๆกลัวกันนี่คะ
 
 
และอะไรก็ไม่อะไรอีก ...
 
เจ้าทอง เด็กผู้ชายจอมซ่าส์ในห้อง มันดันลงไปนอนเล่นในโลงนั้น
 
แม่จ๊าววววว มุงแน่มากก  แค่เห็นยังไม่อยากจะมองเลย
 
นี่มันทะลึ่งลงไปนอนเล่น  เชื่อมันเลยอ่ะ !!!! 
 
 
และใกล้ๆกันนั้น ก็จะเป็นทางเดินเรียบหลังวัด 
 
ที่เขาเอาสังกะสีกั้นยาวเอาไว้ สังกะสีมันก็สูงหรอกนะคะ
 
แต่นึกซิ นึกถึงโกดังเก็บศพที่อยู่ด้านหลังสังกะสีนั่นซิ บรื๊อออออออออ
 
เวลาเดินผ่านก็พยายามไม่นึก แต่ก็วิ่งจู๊ดดดดดดแบบไม่คิดชีวิตแล้ว
 
ทำไมชีวิตยามเด็กๆของเรามันช่างรัดทดอะไรเช่นนี้นะ
 

แถมบ้านก็อยู่ระหว่างวัดสองวัดอีกตะหาก 

อีกวัดก็ไม่ใช่เล่น โกดังเก็บศพที่อยู่ปากทางเข้าวัดเลย
 
ถ้าหากเข้าทางหน้าถนนนะ
 
แล้วไงล่ะ เวลาจะเดินไปซื้อของที่แพโน้น ก็ต้องเดินผ่าน
 
เวลาพ่อขับรถมาจากตราดมาเมืองนนท์ ยามค่ำคืนก็ต้องผ่าน
 
สมัยนั้นไม่มีรถสี่ประตู จะมีก็คือรถเก๋ง   แต่รถเก๋งพวกเราไม่ได้ชื่นชอบกันเลย
 
พวกเราชอบนั่งหลังกระบะลมเย็นๆไม่เมารถกันมากกว่า .. 
 
 
ดวงไฟดวงที่ใหญ่มาก  
 
ที่วิ่งโค้งจากที่หนึ่งลงไปในโกดังก็เห็นมากับตาแล้ว

เห็นก็เหมือนกับไม่เห็น เพราะมันแค่แว๊บเดียวจริงๆ
 
ง่ะ แล้วจะมาให้เห็นทำไมกันอ่ะ  เค้ากลัวนะ !!! 
 

เฮ้อ!! ชีวิตที่ควรจะสดใสในวัยเด็ก
 
ก็ต้องมาอกสั่นขวัญแขวนอยู่กับสิ่งที่ไม่อยากจะพบจะเห็น

ถึงโตแล้ว ก็ไม่ได้อยากจะได้พบได้เห็นหรอกนะ ..บรื๊ออออออ  
วันนั้น...ฉันอ่อนเยาว์ 
 
ฉันจึงไม่เคยคิดถึงอนาคต ไม่เคยคิดถึงใครๆ 
 
นอกจากตัวของฉันเอง..

ฉันต้องเอาตัวรอดไปให้ได้ในขณะนั้น
 
 
วันนี้... ฉันเพิ่งจะมารู้สึกตัวว่า...
 
ฉันทำอย่างนั้นไปได้อย่างไร
 
มันช่างโง่เสียยิ่งกว่าเอาสมองคนโง่ๆมารวมกันสักสิบคนเสียอีก
 
 
ฉัน...ยอมที่จะเดือนร้อนและเป็นทุกข์อยู่ฝ่ายเดียว
 
เพื่อให้อีกฝ่าย สุขสบายและเป็นสุข
 
 
ฉัน .. ที่ไม่เคยเรียกร้องอะไรไปมากกว่า
 
ให้อีกฝ่ายรักษาหน้าที่ที่พึงมีต่อผู้สืบสกุล
 
ไม่ได้รักใคร่ใยดีฉัน ฉันไม่ว่า ฉันไม่ใส่ใจ
 

ความรัก...คือความอดทนหรือ
 
ความรัก.. คือความทุกข์ทนหรือ
 
ความรัก .. คือต้องเสียสละจนแม้ลมหายใจหรือไร
 
 
ไม่ใช่... 
 
ฉันบอกตัวเองได้ว่าไม่ใช่
 
ฉันเริ่มฉลาดขึ้นมาแล้วซินะ
 

ความรักคือ...การแบ่งปัน
 
แบ่งทุกข์ แบ่งสุข
 
 
ความรักคือ...การให้
 
ให้ความเข้าใจ
 
ให้เวลา
 
ให้ความอบอุ่น..ห่วงใย
 


ความรักไม่อยากได้อะไร
 
และก็ไม่อยากให้อะไรใคร
 
พวกเราเองนั่นแหละที่จุ้นจ้านกันไปเอง
 
พอได้ดีก็ชมว่า...คือความรัก 

พอได้ไม่ดีก็โทษว่า.. เพราะความรัก 
 
 
ผ่านไปแล้ว...
 
เราก็มาฉลองให้กับ*แอก*ที่ถูกปลดลงกันดีกว่า
 
มาฉลองให้กับความโง่ที่ทับถมอยู่ในสมองทึบๆที่เพิ่งถูกขุดไปทิ้งดีกว่า 
 
 
ลาก่อน .. ผู้ชาย
 
ความรักไม่ได้มีเอาไว้ให้เขามาเอาเปรียบหรือเหยียบเล่น
 
และฉันก็ไม่ได้อยากจะโง่ไปจนวันตายหรอกนะ  เชร๊อะCry
 
 
แอก : น. ไม้วางขวางบนคอวัวหรือควายใช้ไถนา คราดนา หรือเทียมเกวียน เป็นต้น; โดยปริยายหมายถึงการถูกกดขี่ ในคำว่า ปลดแอก. 
พจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน

 
 
 
 
คุณมีแผลไหม ?
 
ฉันมีแผล
 
 
คุณรักษายังไง?
 
ฉันเลียแผลเอง
 
 
คุณหายไหม?
 
ฉันหายสนิทดีแล้ว
 
 
คุณอยากมีแผลอีกไหม?
 
ฉันไม่อยากมีแล้ว
 
 
ฉันไม่อยากมีแผลที่ใจอีกต่อไปแล้ว
 
ดังนั้น ฉันจะไม่ทำการใดๆ ที่จะทำให้แผลมันเกิดขึ้นอีก
 
ฉันจะไม่คร่ำครวญอะไร เกี่ยวกับแผลที่เคยเกิด
 
ผ่านมาแล้ว ก็ให้มันผ่านไป
 
จะเอามารื้อฟื้นอีกทำไมให้ดวงใจหมองเศร้า 
 
 
ฉันมองดวงตะวัน ว่ามันส่องแสงสีทองได้อุ่นดี  
 
ฉันมองดวงจันทร์ ว่ามันฉายแสงนวลได้ราวกับร่ายมนต์
 
 
ฉันมองนก ว่ามันอิสระ ร่าเริงใจ
 
ฉันมองต้นไม้ ว่ามันสดใส เขียวขจี
 
 
ฉันมองแต่สิ่งดีๆ ที่สิ่งต่างๆมีให้
 
มองความรักด้วยดวงใจเบิกบาน
 
มองความโศรก สงสาร ด้วยจิตมีเมตตา
 
 
ความรัก หรือความไม่รัก
 
สุดท้ายมันก็จะหายไป
 
ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนนาน 
 
 
มีรักหรือไม่มีรัก สุดท้ายมันก็ว่างเปล่า
 
และมันอาจจะไม่มีเหลือแม้เพียง...เศษเถ้าธุลี  
 
 
สุดท้ายแล้ว
 
ตัวเรานี่แหละที่จะรักษาตัวและใจของตัวเองเอาไว้ได้ 
 
ไม่ใช่ใครหรือหมอเทวดาคนไหนเลย
 
 
#สั้นจังนะ เขียนเพราะอยากเขียน 
 
ไม่อยาก...ก็ไม่รู้ว่าจะเขียนว่าอะไร #
 

ดอกมะลิที่...ร่วงโรย

posted on 09 Apr 2014 00:26 by jeabjungithai
มืดแล้ว..
 
แต่ฉันก็ยังคิดที่จะให้น้ำต้นไม้ที่ฉันปลูกเอาไว้บนระเบียงชั้นสองของบ้าน
 
แสงไฟสว่างสลัวๆส่องพอเห็นต้นไม้ในกระถาง
 
แล้วฉันก็เห็น..
 
เห็น...ดอกมะลิที่โรยและร่วงหล่นบนดิน...ในกระถาง 
 
มันเป็นดอกมะลิ ขาว... สะอาดจำนวนมาก
 
ฉันถอนใจ....และรู้สึกเสียดายกลิ่นหอมๆของมัน 
 
 
เสียดายโอกาสที่จะได้ดมดอมและชื่นชมดอกมะลิหอมๆที่ฉันปลูกเอาไว้
 
 
ฉันกระสันอยากจะปลูกดอกมะลิ
 
เพื่อที่จะได้มีดอกมะลิหอมๆเอาไว้ดม 
 
แต่พอฉันมี  ฉันก็ปล่อยปละมันไป ไม่สนใจ และไม่ใยดี
 
 
ความรักนั้นก็เช่นกัน
 
เวลาอยากจะมีมัน เราจะทำได้ทุกอย่าง
 
เพื่อที่จะได้มันมาเอาไว้ในครอบครอง 
 
รัก ทนุถถนอม และเอาใจใส่ดูแล
 
 
แต่หากวันหนึ่ง
 
ความรู้สึกเปลี่ยน  เวลาเปลี่ยน ใจคนก็เปลี่ยน
 
ความรักที่เรากระเสือกกระสนอยากได้มา 
 
ความรักที่ยากเย็นเพียงใด ฝืนใจแค่ไหนเราก็ยอม
 
ขอเพียงแค่...ให้ได้มันมา
 
 
แต่แล้ว ...วันผ่าน 
 
เราก็ทิ้งขว้าง ไม่ใส่ใจดูแลมันเหมือนเดิม
 
หรือเป็นเพราะ เราได้มาแล้ว เราสมใจแล้ว 
 
 
ดอกมะลิ ก็เหมือนกับความรัก 
 
มันมีผลิบาน และก็โรยรา
 
 
และความรักมันก็ไม่ได้เหมือนกับอะไรเพียงแค่อย่างเดียว 
 
มันเหมือนฝน 
 
มันเหมือนลม 
 
มันเหมือนสายน้ำ 
 
เหมือนอะไรๆอีกหลายอย่าง 
 
 
และมันก็เป็นได้ทั้งน้ำผึ้ง 
 
และมันก็เป็นได้ดั่งยาพิษ
 
 
น้ำผึ้ง กินได้เรี่ยวแรงชื่นใจ
 
แต่..ยาพิษ มีแต่ตายสถานเดียว..
 
เลือกได้..เลือกเอา
 
 
# ฉันนั้นช่างเก่งจริงๆ ที่เปลี่ยนความรัก เป็นความไม่รักได้#
 
 
 
 
 
นานแค่ไหนแล้ว..ที่ฉันไม่ได้อยู่กับตัวฉันเอง
 
 
เสียงหัวใจของฉันมันเต้นดังแผ่ว ถี่ห่างต่่างจากเดิมแค่ไหนกันนะ 
 
 
ความทุกข์ความสุขมันไปกระจายตัว
 
เพื่อหล่อเลี้ยงผนังเซลล์ในทุกของหัวใจเหมือนเดิมอยู่ไหม
 
 
ความรัก ความปรารถนาดี และความห่วงใย
 
มันซึมซับเข้าไปถึงอณูหัวใจเหมือนเคยใช่หรือเปล่า
 
 
ฉันกลับเข้ามาสู่พื้นที่เดิม 
 
พื้นที่ที่ฉันคนเดียวเข้าครอบครอง
 
โลกใบนี้จะเป็นของฉัน 
 
 
ฉันเขียนฝันแปะเอาไว้ที่รอยโค้งเป็นรูปเคียวของเจ้าดวงจันทร์
 
พอลมพัดมาแค่เพียงแผ่ว ป้ายฝันของฉันมันก็ปลิว..ละลิ่ว..ลอยตาม
 
ฉันยังนึกแอบหวั่นหวาดในใจ ว่ามันจะหลุดลอยและตกลงมาสักวัน
 
 
วันนี้ฉันเห็นชามใส่อาหารที่ร้านค้าร้านหนึ่ง เปื้อนและเลอะ 
 
คนที่มีหน้าที่เอาไปล้างเขาจะมีความสุข หรือชอบมันไหม 
 
 
คนเราต่างก็ชอบก็รักกันแต่สิ่งสะอาดสบายตา
 
มีใครจะรักชามเลอะๆ ที่ถูกใช้ประโยชน์ไปแล้วบ้างไหม
 
 
หลังจากนั้น ฉันก็หันไปเห็นดวงจันทร์สีหม่น
 
 
จันทร์ดูเหมือนถูกบังคับให้ประดับฟากฟ้ายามค่ำอย่างเหงาหงอย 
 
ดูแล้ว...มันช่างหมองเศร้าเสียเหลือเกิน
 
มีใครจะรักและชื่นชมดวงจันทร์สีหม่นดวงนั้นไหม
 
 
ความฝันนั้นมักจะสวยงามเสมอ 
 
ไม่มีใครฝันถึงความลำบากเลอะเทอะหดหู่และหม่นหมอง
 
 
ความฝันสีสวย มีพลังและงดงาม
 
ทุกๆคนจึงเฝ้าฝันกันไป
 
 
#แต่ฉันก็ยังสงสัย ว่าจะมีสักคนไหม
 
 
คิดจะเอาฝันไปแปะไว้ตรงรอยโค้งรูปเคียวบนดวงจันทร์
 
เหมือนฉันนั่นไหม# 
 
 
 
 
 

๓ /๗ /๕๔

เกิดการตะลุมบอลกันที่ร้านหนังสือเก่า ซอยหมอนิคม จ.จันทบุรี 
 
ฝ่ายแดงได้แก่ นาย………….. ผู้เป็นพ่อ 

ฝ่ายน้ำเงินได้แก่ นาย................ ผู้เป็นลูก

 

กรรมเกินจำเป็นในขณะนั้นหาไม่ได้...
 
ก็เลยต้องเป็นป้าเจี๊ยบไปโดยปริยาย

ไม่ได้เต็มใจเล้ยยยยป้าเนี่ย

 

จุดมุ่งหมายของการชกครั้งนี้คือ กุต้องชนะมุง
 
มุงจะต้องหมอบและยอมกราบตีนขอโทษ..
 
ที่มุงสู้กุ เข้าใจมั๊ย(พ่อมันคิด)
 
 
สิ่งมุ่งหวังของการลงสนามครั้งนี้คือ..ทำกุก่อนกุก็สู้ดิ..ทำกุทำไม?
 
กุไม่ยอมมุงต่อไปอีกแล้ว(ลูกมันคิด)

 

มุงจะมาต่อยกันทำมั๊ย..ไม่คุยกันดีๆเล่า เสียเวลาจัดหนังสือของกุนะเนี่ย
 
พวกมุงรู้กันบ้างมั๊ย..(แม่มันคิด)

ป้าเจี๊ยบ..ยืนจัดหนังสืออยู่ พ่อมันมาถึง

ก็ถามเจ้าลูกชายที่กำลังเอาหูแนบสนิทอยู่กับโทรศัพท์มือถือ

มุงจะโทรทำไมนักโทรศัพท์น่ะ

กุเห็นมุงตอนไหน ไม่มีที่จะไม่เอาโทรศัพท์แนบอยู่ที่หู

กุถามหน่อยซิมุงโทรหาใครนัก

มุงบอกมา..บอกกุมา

เงียบ ...ฝ่ายน้ำเงินเงียบ..มุงจะลองดีกะกุใช่มั๊ย มุงเก่งใช่มั๊ย

แล้วฝ่ายแดงก็เข้าฟาดฟันฝ่ายน้ำเงิน เจ้าฝ่ายน้ำเงินมันก็คงเต็มที่แล้ว

เพราะตอนนั้น..มีเพื่อนของมันนั่งเล่นคอมพ์อยู่ใกล้ๆ

 

ป้าเจี๊ยบก็เห็นท่าไม่ดี ก็เข้าไปแยก...แยกๆๆๆ  เฮ้ย....ตูเกือบโดนลูกหลงแน่ะ

เจ้าฝ่ายน้ำเงินผู้อ่อนต่อโลกแว่นหลุดกระเด็นออกจากหน้า..ไปตกอยู่ที่พื้น

ป้าก็กลัวเหลือเกินว่า

เจ้าฝ่ายน้ำเงินมันจะถอยไปเหยียบแว่นของตัวเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

ซึ่งมันก็จะมีผลทำให้ ป้าเจี๊ยบต้องควักกระเป๋าน่ะซี้

 

เฮ้ย..เอก..ไปหยิบแว่นออกซิเด๋วเจนมันเหยียบ

แต่ทั้งสองคนก็ยังฟึดฟัดกันต่อไป

จนชนชั้นหนังสือที่อ่อนแอและหนักเอี๊ยด

ล้มครืน..ลงมาเพราะเหล็กที่ขามันอ่อน

เจ้าฝ่ายน้ำเงินถือโอกาสนี้

มุดออกมาจากวงล้อมของฝ่ายแดง

ลงจากเวที ตรงไปยังที่พักอีกหลัง

 

ฝ่ายแดงยังคงฮึดฮัดๆอยู่ กุยังไม่หายคันไม่คันมือเล้ย

มุงชิ่งหนีกุไปแล้วเหรอ

กรรมเกิน..เออ..เรื่องเล็กก็ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่

(.พวกมุงว่างกันนั๊กเน๊อะ)

ทำไมล่ะ นั่นมันลูกนะ มันอายุเท่าไหร่ เธออายุเท่าไหร่ ?

เธอก็เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อนนี่

เธอไม่เข้าใจวัยรุ่นที่แปรปรวนทั้งร่างกายและอารมณ์หรอกเหรอ

ไม่ต้องมาเข้าข้างลูกเลย เออ ก็ชั้นเป็นแม่

จะให้ชั้นไปเข้าข้าง..เข้าใจใคร..ถ้าไม่ใช่ลูก

 

นั่งลงเลย ชั้นขอ..ให้วันนี้มันผ่านไปก่อน..นั่งลง..ใจเย็นๆ

เคยคิดถึงผลที่สุดมั๊ยว่าสุดท้ายมันจะเป็นยังไงต่อไป

มันก็ต้องมากราบตีนกุน่ะซิ

กุจะซัดให้หมอบ ให้มันกราบตีนขอโทษกุให้จงได้

แล้วเธอจะได้อะไรล่ะ ถ้าเขาไม่ได้กราบเพราะเขาอยากจะกราบ

กราบเพราะความกลัว เธอจะได้อะไร?

 

ไม่ต้องมาขวางจะไปจัดการมันให้หมอบ

จะต้องให้เรียกตำรวจมั๊ยนี่ นั่งลงเถอะ..นั่งก่อน

ไม่..จะไปซัดมันเดี๋ยวนี้

 

ป้ากั้นก็แล้ว..ขวางก็แล้ว กางขากางแขน ก็ทำ แต่ก็เอาฝ่ายแดงไว้ไม่อยู่

นั่งน่า..อย่าทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่เลย  ไม่..หลีกๆ

งั้นก็ต้องโทรแจ้งตำรวจ    เออ..โทรฯเลย

เธอโทรฯซิ(ป้าชี้ไปที่โทรศัพท์บ้าน)

ฝ่ายแดงมองที่โทรศัพท์ แล้วก็หันกลับมามองหน้าป้า

(อีนี่ มุงท่าจะบ้า ใครจะโทรเรียกตำรวจให้มาจัดการตัวเองวะ บ้าป่ะเนี่ย..)

 

แล้วทางฝ่ายแดงก็เดินจากป้ามา.. ป้าก็เดินลิ่วๆ ตามมา

เจอน้อง๒คนที่มาดูหนังสือเมื่อกี้นี้เอง

(ซึ่งอยู่บ้านติดกันแต่ป้าก็ไม่รู้..เพราะเค้าไม่ค่อยได้กลับมา)
 

ป้าวิ่งหน้าเริ่ด..ตามฝ่ายแดงมา

ปากก็บอกให้เค้าแจ้ง 191 ที ลูกกะพ่อจะตีกัน

แล้วป้าก็ตามขึ้นไปห้ามทัพข้างบนอีกระลอกนึง

 

มีเสียงของน้องจูน(ลูกสาวคนเดียวของป้าเจี๊ยบ)ห้ามทัพอยู่

เจนอ่ะ อยู่เฉยๆซิ.. พ่ออย่าทำเจนซิ.. เจนอย่า

ลูกสาวของชั้นเอาตัวเองบังพี่ชายของเค้าเอาไว้

เพราะเธอรู้ว่า ..พี่ของเธอจะปลอดภัย เพราะพ่อจะไม่ทำอะไรเธอ

เห็นแล้ว..ชั้นก็ให้สงสารลูกสาว

ใจเค้าก็คงจะเสีย..และคงสะเทือนใจบ้างแหละ

ที่อยู่ๆ ก็เห็นพ่อ และพี่ของเค้ามีอาการนี้

แต่คนที่เสียวที่สุดเห็นจะเป็นป้าเจี๊ยบ

เพราะกลัวว่าลูกสาวจะโดนลูกหลงเข้าให้น่ะซี้

 

หยุดดดดดดด ๆกันทั้งสองคนนั่นแหละ

ป้าเข้าไปขวางพ่อเค้า  ส่วนจูนก็ดึง..และก็บังเจนเอาไว้

พ่อมันหันมามองหน้าป้า

ด้วยสายตาคล้ายจะถามว่า..มุงอยากโดนด้วยใช่มั๊ย

 

มุงมากราบตีนกุเดี๋ยวนี้มา

เจน หยุด..แล้วขอโทษพ่อเขาซะ..ไม่..เจนไม่ไหวแล้ว เจนไม่ทนแล้ว

หยุด..พ่อหยุด ทำอย่างนี้มันไม่ได้กระทบแค่ ๒ คน มันกระทบไปกันทั้งหมด

จูนระวัง    โอ๊ยยยยจะเอายังไงก็เอากันโว๊ย

เอออ..งั้นอยากจะทำยังไงกันก็เอาเลย

 

เมื่อห้ามไม่อยู่..ป้าก็ยุให้เข้าหากันซะเลย..จนปัญญา

 

ลงมาข้างล่าง..เพื่อนบ้านจับกลุ่มกันอยู่แล้ว

โทรฯเรียกทั้งกู้ภัยทั้งตำรวจแล้ว..เดี๋ยวคงมา

 

พักนึง..ก็มีตำรวจซ้อนมอไซค์กันมา ๒คน

ขึ้นไปชั้นสองเลยค่ะ ไม่ต้องถอดรองเท้าค่ะ

แล้วป้าก็ออกมาก

ปล่อยให้ตำรวจผู้เปี่ยมประสบการณ์ใช้ความสามารถให้เต็มที่

เดินผ่านหน้าบ้าน..ป้าก็ได้ยินเสียงลูกชายสะอื้นหนักๆ ที่โต๊ะกินข้าว

มีตำรวจประกบอยู่คนละคู่ คนละข้าง

 

ลูกค้าที่ข้างๆบ้านยังอยากดูหนังสืออยู่..ป้าก็เลย เปิดบ้านให้เค้าเลือกหนังสือ

พร้อมทั้งเอากล้องถ่ายรูปมาเก็บบรรยากาศที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ

ร้านเละ..ป้าเจี๊ยบก็ยังขายหนังสือได้ อีก ๘๐+ ๕๐ สองเล่ม  ๑๓๐

 

สักพัก ..พ่อมันเดินมาเอาแว่นที่ถอดทิ้งเอาไว้ที่ร้าน  

ป้าเลยบอกว่า..เอาแว่นไปให้เจนด้วยซิ

เขาหันมาบอกว่า...เอาไปให้มันเอง...

....นั่น....

แล้วก็เด็กที่บ้านอีกคน..ก็มาบอกว่า ให้ไปที่บ้านด่วนจูนเรียก

 เจนมันจะออกไปจากบ้านแล้ว

 

ป้าก็รีบมาที่บ้าน(บ้านกับร้านอยู่เกือบติดกัน มีห้องกั้นอยู่ห้องนึง)

ขึ้นไปก็เห็นจูนกำลังดึงเจนเอาไว้ 

ที่ข้างหลังมันมีเป้สีส้มใบใหญ่ใส่อุปกรณ์เทนนิส

 (แต่ข้างในคงจะมีผ้าอัดอยู่เต็มแหละ)

 

พอป้าขึ้นไป มันก็หันมาหาป้า...พร้อมกับสะอื้นร้องไห้หน้าตาหูหัวแดง

แม่..ให้เจนไปเถอะนะเจนทนไม่ไหวแล้วแม่..เจนรักแม่นะ

 
 

แล้วมันก็ลงนั่งและก็ก้มลงกราบลงที่เท้าของป้า

ทั้งๆที่เป้ใบใหญ่ยังคาอยู่ที่หลังของมัน
 

 

 
ป้าก็ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่า..รั้งลูกเอาไว้ให้อยู่..จนสุดกำลัง

เออเนอะ...คนที่อยากจะให้มันกราบ...ตีน  ไปไหนซะละเนี่ย

ชั้นนี่....ไม่ได้คิด ไม่ได้อยากให้ลูกมากราบตีนอย่างนี้เลย

ลุกขึ้นเถอะลูก เอากระเป๋าออกจากหลังก่อน..แล้วมาคุยกันก่อน

เรื่องบางเรื่องเราจะตัดสินใจโดยใช้เวลาเพียงแป๊บเดียวไม่ได้หรอกนะลูก..

เจนก็ยังยึดเยื้อ
ไม่ยอมเอากระเป๋าออกจากหลังจนป้าต้องเย่อมันออกไปจากหลัง

กระเป๋าของมันหนักมากจริงๆ

 

แล้วป้าก็พาเจนเข้าไปในห้อง

เจนร้องไห้เหมือนตอนที่เค้ายังเล็กๆ แล้วโผมาซบตักป้า

ตัวของเค้าโตขึ้นกว่าตอนเด็กๆมาก แต่เค้าก็ยังร้องไห้เหมือนกับเด็กเล็กๆ

ป้าลูบหลังเค้าเบาๆ

..แม่..เจนขอโทษ..เจนรักแม่รักน้อง..เจนทนมามากแล้ว

เจนทนไม่ไหวแล้ว มันเกินร้อยแล้วนะแม่

มันเกินขึ้นมาเรี่อยๆ จนตอนนี้มันถึงพันแล้ว

 

เมื่อก่อนตอนเจนโดนกดดัน

เจนก็เอาความกดดันนั้นมาเป็นฐานถีบตัวให้สูงขึ้น

แต่ตอนนี้เจนไม่ไหวแล้วแม่   ให้เจนไปเถอะนะ

 

เจน..ตอนนี้เจนมีหน้าที่เรียน

เจนต้องเรียนให้จบ ม.๖ ให้จบมหาวิทยาลัย

และแม่ก็มีหน้าที่ เอาเจนไว้ให้อยู่กับแม่

ทุกอย่างที่แม่ทำมาทั้งหมดก็เพื่อลูกๆของแม่

ถ้าเจนรักแม่..เจนต้องอยู่กับแม่

 

แม่รู้มั๊ย ตอนเจนเล็กๆ เจนรักพ่อกับแม่เท่าๆกัน แต่พอโตมา

เจนคิดว่าคนอื่นๆเขามีพ่อ-แม่คอยสนับสนุน

แต่เจนมีแต่แม่สนับสนุนคนเดียว

ฮือๆๆๆๆ(พ่อไม่สนับสนุนให้มันเล่นเทนนิส)

เวลาเจนถามแม่ว่าพ่อไปยัง

แล้วแม่บอกว่า พ่อไปแล้ว..เจนดีใจที่สุดเลยแม่รู้มั๊ย

เจนเกลียดเค้า.. และก็ยิ่งเกลียดเค้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ...ฮือๆ...

 

ถ้าเจนไม่อยากให้แม่ต้องรบกวนหมอในตอนนี้

 
เจนต้องหยุดร้องไห้.. แล้วก็ไปอาบน้ำอาบท่าซะ
 
แม่..เจนขอเปลี่ยนนามสกุลนะแม่

ก็ต้องคอยให้อายุครบก่อนจะได้ไปขอเปลี่ยนเองได้

ถ้าเปลี่ยนตอนนี้ ก็ต้องให้ผู้ปกครองไปเซนต์รับรองน่ะซิ

รอไปก่อนนะ ค่อยๆช่วยกันคิด

 

เหอะๆ ป้ารู้ว่าเวลาน้ำเชี่ยวก็อย่าขวางทางน้ำ

ช่วงไหนตามน้ำได้..เราก็ต้องรู้จักผ่อน รู้จักปรน

เราจะ.ต้องรักษาเรือที่บรรจุความรัก ความขมขื่นเจ็บปวดลำนี้เอาไว้

ไม่ให้ล่มลงไปต่อหน้าต่อตา

 

ผลที่สุด..เขาก็โทรฯไปบอกเพื่อนที่จะมารับเค้า..ให้กลับบ้านไป

สิ่งเดียว..ที่ป้ายอมไม่ได้ก็คือ

เห็นลูก..เดินออกไปจากบ้าน…ในขณะที่แม่ยังยืนอยู่ในบ้าน

 

ป้าบอกเขาว่า

วันหนึ่งหนูจะต้องได้ไปแน่ๆ แต่ไม่ใช่วันนี้

สรุปผล..ที่ป้าวิเคราะห์ได้ในขณะนี้

 

พ่อ-แม่ มีหน้าที่ให้...แก่ลูก....ให้เขาในสิ่งที่ดีที่สุด

ไม่ได้มีหน้าที่รับคืน


 แต่วันนี้..พ่อของเขาต้องการทวงคืน....ต้องการรับกลับ

โดยที่ไม่ได้มองตัวเองให้ท่องแท้..ว่า...ตัวเองได้ให้อะไรแก่ลูกไปบ้าง

แล้วตัวเองควรจะได้รับ...ในสิ่งที่ต้องการแค่ไหน? อย่างไร?และวิธีใด?

 

ข้างหน้า...เป็นสิ่งที่ป้าเจี๊ยบจะต้องจัดการ

ทุกอย่าง..ที่เกี่ยวกับลูก กับร้าน...ป้าเจี๊ยบขอรับไว้คนเดียวหมด

ไม่เรียกร้องจาก คนที่เป็นพ่อแม้สักนิดเดียว

 

ช่วงนี้..ป้ามีเรื่องที่ต้องจัดการอีกเยอะ..ทั้งร้านเละๆ ทั้งบ้านเลอะๆ

ป้าคงจะต้องใช้เวลาสักพักนึงไปจัดการ


แล้วพบกันใหม่นะคะ..ขออภัยค่ะ ที่ต้องใช้คำว่า กราบตีน เพราะ

คำว่า.. กราบเท้ามันไม่สามารถนำมาใช้ได้..เพราะมันไม่ใช่อารมณ์นั้น

                                    ป้าเจี๊ยบผู้มากด้วยปัญหายุ่งเหยิง

 
เมื่อตอนที่่พ่อยังอยู่ หนูไม่เคยกลัวอะไร

จะกลัวก็คือ "กลัวว่า.. จะไม่ได้อยู่กับพ่อ จะไม่ได้อยู่ใกล้พ่อ"
 

พ่อป้อนข้าวให้เด็กดื้อ แต่พ่อก็ต้องติดสินบนว่า
 
"ถ้ากินข้าว แล้วพ่อจะให้ ๓ บาท"

หนูกินข้าวหมดหรือไม่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า.. ได้เงิน ๓ บาทไปซื้อขนมกินทุกวัน
 
 
ตอนพ่อทำเหมือง 

พ่อต้องพาช่างเข้ามาซ่อมเครื่องสูบน้ำจนดึกจนดื่น 

เพื่อที่จะได้มีเครื่องสูบน้ำเอาไว้ฉีดแร่ในเช้าวันรุ่งขึ้น

พ่อรับผิดชอบและโอบอุ้มพวกเรา ๗คนเอาไว้อย่างทนุถนอม

พ่อเอากายเอาใจรองรับพวกเราไว้ ให้กินอิ่มและนอนสบาย

แล้วพ่อเล่า ? พ่อกินอะไร ?... พ่อเข้านอนเมื่อใด? 
 
 
เมื่อตอนที่ลูกสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลไม่ได้

พ่อสั่งให้พี่สาวหาโรงเรียนเอกชนที่ดี ที่สะดวกสบายให้ลูกเรียน

ค่าแป๊ะเจี๊ยบเป็๋นหลักหมื่น ก็เป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรงของพ่อ

ครั้งนั้น..ลูกยังเด็กนัก ลูกเล่นกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน
 
ไม่ได้ตั้งใจเรียนให้สมกับเงินที่พ่อเสียไป

..ลูกรู้สึกละอายใจยิ่งนัก..  
 

วันนั้น.. วันที่พ่อได้พักผ่อน ได้นอนหลับนิ่งๆไปตลอดกาล

ลูกคนนี้ร้องไห้  ร้องจนไม่มีน้ำตาจะให้ไหล 

หรือว่าน้ำตามันไหลย้อนกลับไปท่วมท้นที่หัวใจ

พ่อได้ทิ้งพวกเราไปอยู่ในที่..สงบ..สบาย

หากพ่อก็ยังมีแก่ใจเป็นห่วง มาหา มาบอกลาในคืนหนึ่ง

..ไม่มีพ่ออีกแล้ว.. 


วันนี้...แม้ว่าตัวตนของพ่อจะไม่มี 

หากพ่อไม่เคยได้ไปห่างจากใจของลูกเลย 

พ่อเป็นความรักที่อุ่น..กว้าง 
 
พ่อโอบกอดลูกๆเอาไว้ในอ้อมอกอุ่นๆตลอดไป

ไม่ว่าใครจะรักเราสักเท่าใด 

เชื่อได้ว่า.. ไม่ได้สักครึ่งของความรักที่พ่อมีต่อเราได้เลย

 
วันผ่านไป ...

ลูกจะขยัน..ให้เหมือนพ่อ 

ลูกจะอดทน..ให้เท่าๆกับพ่อ 

ลูกจะเป็นคนดี ให้ได้เท่าๆกับที่พ่อเป็น

จาก  ลูกของพ่อ


ปล.ใครที่คุณพ่อ-คุณแม่ยังอยู่
 
อย่ารอเวลาที่จะบอกรักและตอบแทนพระคุณอยู่เลยนะคะ 
 
ควรบอก และควรทำก่อนที่จะไม่มีเวลาดีๆนั้นอีกแล้ว
 
17 พฤศจิกายน 2013 เวลา 16:54 น.

คุณคิดหรือว่า  ในกายของคุณนั้นมีดวงจิตอยู่เพียงหนึี่ง 

เช้าวันหนึ่ง ..ฉันเดินออกกำลังกายรอบสระน้ำที่ทุ่งนาเชย

ฉันพยายามปล่อยดวงจิตให้เป็นอิสระ  

ไม่นำเรื่องต่างๆ มาขบคิด แต่มันก็เป็นช่วงเวลาแค่แว๊บเดียวเท่านั้น   

เดี๋ยวดวงจิตนี้มันก็สอดส่ายวกไปคิดเรื่องต่างๆนาๆ  

 

ฉันดึงจิตดวงนี้กลับเข้ามาในที่เดิม

และพยายามปล่อยดวงจิตให้เป็นอิสระอีกครั้ง  

แต่แล้วจิตดวงเดิมมันก็กลับไปคิดเรื่องต่างๆนานา

ฉันดึงจิตเดิมอีกครั้ง ..ฉันจึงคิดว่า..

จิตของฉันนั้นมีเพียงดวงเดียวแน่หรือ???  

ดวงจิตของฉันมันทับซ้อนกันอยู่หรือเปล่า??

และในขณะที่มันทับซ้อนกัน มันก็จึงทำให้ฉันเกิดความว่าง  

 

แต่พอจิตดวงที่ใฝ่ต่ำมันชอบแสวงหาแต่ความทุกข์เริ่มเคลื่อนออกจากที่ทับ 

ซ้อน มันก็พาเอาสิ่งต่างๆ และนำขยะมาซุกซ่อนเอาไว้อีกจนได้ 

  

ในขณะที่ดวงใจใฝ่ดีนั้น มันก็พยายามเก็บกวาดขยะต่างๆทิ้ง  

แล้วดึงจิตที่ใฝ่ต่ำเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนแล้วก็ 

พยายามควบคุมจิตที่ใฝ่ต่ำนั้นเอาไว้

 

ถ้าหากว่าเรามีดวงจิตดวงเดียว แล้วอะไรเล่าที่สั่งให้เราทำอะไรๆ   

ที่มันต่างกันอย่างสุดขั้วได้!!!

กิเลสน่ะหรือ????

  

คุณเคยสังเกตุไหม  ว่าเรานั้นผูกพันธ์อยู่กับเลขคู่  

เรามีหัวเดียวก็จริง แต่เราก็มีสมองซีกซ้ายและซีักขวา 

เรามีจมูกจมูกเดียว แต่เราก็ยังมี ๒ รูจมูก

เรามีหัวใจดวงเดียวก็จริง แต่เราก็ยังอุตส่าห์มีหัวใจซีกละสองห้อง 

เรามีมือและเท้าอย่างละสอง มีนิ้วและนิ้วเท้าที่รวมกันแล้วเป็นเลขคู่

เพื่ออะไร?

 

และก่อนที่เราจะเกิดมาเป็นตัวตน เราก็ต้องมีทั้งพ่อและแม่

และที่สุด..หากเราจะอยู่บนโลกได้ เราก็ต้องมีทั้งกายและัจิตใจ


เป็นหนึ่งนั้นยิ่งใหญ่  

หากแต่ว่า มีสองนั้นยิ่งใหญ่ มั่นคงและอบอุ่นกว่า
 

~เพราะ..สองเป็นฐานของเลขหนึ่ง~

เธอและฉัน..


 
 

ผ้าขี้ริ้วสีดำ &สีขาว?

posted on 14 Nov 2013 20:18 by jeabjungithai
คุณว่า..ผ้าขี้ริ้วนั้นควรจะมีสีอะไรจึงจะดี 
 
ขาว-เขียว-เหลือง-น้ำเงิน -ดำ
 
หรือว่าสีอะไรก็ได้  
 
มันก็ได้นะ 


ถ้าหากว่าผ้าขี้ริ้วนั้นมีสีขาว
 
ตัวของมันอาจจะทำให้สิ่งต่างๆนั้น....สะอาดได้ 
 
แต่ในที่สุดแล้วตัวของมันเองก็ต้องเปรอะเปื้อนและขมุกขมัว 


 หากว่าผ้าขี้ริ้วจะมีสีดำล่ะ ??  มันจะดีกว่าไหม??

ถามว่า... เมื่อซักมันแล้ว ผ้าทั้งสองสีจะมีความแตกต่างกันไหม 

ในความเป็นผ้าขี้ริ้ว มันก็อาจจะไม่ได้แตกต่าง 

แต่ในสภาพภายนอกที่ตาเห็นได้นั้น มันแตกต่างกัน..จนเห็นได้ชัด


สีขาว..หากมันเลอะ  มันก็จะดูสกปรก ไม่น่ามอง 

แม้ว่ามันจะเป็น"ผ้าขี้ริ้ว"ก็ตาม

 
สีดำ..เมื่อมันทำความสะอาดให้สิ่งต่างๆแล้ว 

ตัวของมันก็ยังยืนหยัดอยู่ได้เช่นเดิม เพราะมันเป็นสีที่เข้มที่สุด

สีที่ดูสกปรกที่สุดอยู่แล้ว
 
 
คนเราทุกๆคน หากยอมรับทุกสิ่ง และยอมสละตนเอง

เพื่อทำความสะอาดหลายๆสิ่งให้่ดูสดสวยงดงาม 

ดูสะอาดสะอ้านขึ้น แล้วตนเองจะต้องเลอะเทอะ

จะต้องสกปรกไปบ้าง มันก็ยังน่าภูมิใจ...

น่าภูมิใจกว่า...

"การคงสีขาวเอาไว้อย่างที่สุด แต่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อใครเลยสักอย่าง"


สีดำ .. นอกจากจะเป็นสีที่ดูโศรกสลด ซึมเซา ไม่เจริญตาเจริญใจ

แต่หากเรามองมันให้ลึกแล้ว ความดำมืดนั้น

ดูแกร่งและมั่นคง เต็มเปี่ยมไปด้วยความเสียสละ
 

จะเป็นไรไป หากว่า.. เราอาจจะต้องเป็นสีดำของใครบางคน

เพื่อเช็ดถูทำให้เขาสะอาด ดูดี และมีความสุขEmbarassed



 

เรา....ร้องเพลง

posted on 11 Nov 2013 09:22 by jeabjungithai
เมื่อเช้าป้าเจี๊ยบอยากร้องเพลง....ก็เปิดคาราโอเกะร้อง
 
เลยทำให้มีความรู้สึกว่า "เพลง" นี่มันก็เหมือนยา 
 
เหมือนผ้าพันแผล เหมือนวิตามิน เหมือนอาหารเสริม
 
เหมือนอะไรสักอย่างหนึ่ง  ที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น  
 
บางที..ก็รู้สึกว่าเพลงมันก็เป็นเพื่อนเหมือนกันนะ 



# องค์ประกอบหลักๆของเพลงมีเพียง 2 อย่างคือ

ท่วงทำนอง และจังหวะ ถ้ามี 2 อย่างนี้ก็เป็นเพลงได้แล้ว #

~ คัดลอกมาจาก Yahoo answers  ขอบคุณค่ะ  ~


ในความรู้สึกของป้า เพลงมีอะไรๆอีกมากมาย

เริ่มจากที่เราเปิดมัน เรายังร้องเลยทันทีไม่ได้หรอกค่ะ 

เราต้องรอ... ได้ยินไหมคะว่าเราจะต้องรอ
 
รอ.....ให้ถึงเวลาที่เราจะเริ่มร้องได้

ต่อใ้ห้คุณเป็นคุณใจร้อนมากขนาดไหน
 
แต่ถ้าคุณจะร้องเพลง คุณจะต้องรอ...รอเวลาที่เหมาะสม 


เวลาที่เราจะเข้าเพลง เราก็ต้องรู้ว่า ... จะเข้าได้ตอนไหน 

มันมีเวลาแค่เสี้ยววินาทีเอง ถ้าคุณช้ากว่านั้นคุณก็จะพลาด 

ถ้าคุณพลาด ก็สามารถแก้ไขใหม่ได้ในการขึ้นเพลงครั้งต่อไป


เราต้องร้องให้เสียงชัดเจนและถูกต้อง  

ต้องให้คนฟังรู้ว่า...เราร้องว่าอะไร ?



เราจะต้องมีสมาธิ  ดวงใจของเราต้องจดจ่ออยู่กับเนื้อเพลง

อยู่กับความหมายของเพลง 

แล้วเราก็จะสื่ออารมณ์เพลงนั้นออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

  อย่างไม่ต้องฝืน ไม่ต้องแสร้งทำให้เป็นเหมือนการแสดง


และที่สำคัญ ถ้าเราจะร้องเพลงแล้ว 

เราจะต้องเปิดใจของเรา
 
เราจะเก็บใจซ่อนๆแอบๆเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป

ทุกสิ่งที่เป็นเพลง มันจะทำให้เราต้องเปิิดทุกๆสิ่งในตัวเราออกมา
 
การร้องเพลงจึงต้องเต็มที่.... ต้องเต็มที่กับมันจริงๆ ค่ะ


และหากท่อนนี้ยังร้องไม่ดี ก็ยังเอาไว้แก้ไขใหม่ได้

เปิดร้องได้อีกครั้ง  ได้อีกหลายๆครั้ง 

เพลงไม่เคยตัดโอกาสเรา 

มีแต่ตัวเราเท่านั้นแหละค่ะ ทีึ่ตัดโอกาสตัวเอง 


มีโอกาสเปิดใจ   ก็เปิดมันออกมา
 
ให้มันออกมาพร้อมกับเสียงร้องจากความรู้สึก

ไม่ว่าจะเป็นเพลงอะไรๆ  ก็จะเพราะไปทุกๆเพลง

ร้องเพลงกันนะึคะ 


ส่วนป้าเจี๊ยบจะไปเปิดร้านขายหนังสือแล้วค่ะ Embarassed